Reply to this topicStart new topicStart Poll

> [Short Fic] กว่าจะรักกัน, By au-i
butabuta
Posted: May 13, 2009 05:07 pm
Quote Post


Newbie
*

Group: Members
Posts: 3
Member No.: 336
Joined: May 09, 2008



มาต่อไวๆนะคะ

แอบค้างคา

กำลังสนุกเลย

ขอบคุนมากค่ะ
PMEmail Poster
Top
MinneyJae
Posted: April 21, 2009 02:51 am
Quote Post


Newbie
*

Group: Members
Posts: 3
Member No.: 535
Joined: April 21, 2009



ง่า.....มาอัพต่อด้วยยย



พี่ทึกเป็นอาร๊ายยยยยย



ทำไมต้องผ่าด้วยอ่า...


PMEmail Poster
Top
kt657
Posted: September 02, 2008 04:43 am
Quote Post


Newbie
*

Group: Members
Posts: 5
Member No.: 400
Joined: September 02, 2008



เอ...ลงไม่จบหรือว่าเป็นที่เครื่องเราดูไม่ได้กันหว่า???????????

กำลังสนุกเลยน๊า เสียดายจัง

ถ้าไงคุณคนแต่งช่วยเข้ามาลงต่อด้วยนะคะ

เป็นกำลังใจให้ สู้ๆ
PMEmail Poster
Top
lilac_7
Posted: March 05, 2008 07:48 am
Quote Post


Newbie
*

Group: Members
Posts: 8
Member No.: 272
Joined: February 05, 2008



ง๊ะ

ทำไมไม่ต่ออ่ะค่ะ

แอบ ค้างเลยนะ เนี่ย


huh.gif
PMEmail Poster
Top
wannapha
Posted: October 18, 2007 02:07 pm
Quote Post


Newbie
*

Group: Members
Posts: 5
Member No.: 119
Joined: August 29, 2007



Title : กว่าจะรักกันTalK: เรื่องทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่สมมติขึ้น โปรดอย่าได้คิดจริงจัง ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ

..........................................................

ยามค่ำคืนที่ความมืดเข้าครอบครองท้องฟ้า คฤหาสน์หลังหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางแมกไม้นานาพรรณดูสงบร่มเย็น ยอดไม้โบกสะบัดไปมาตามแรงลมดูราวกับโบกมือมือทักทายดวงจันทร์ที่โผล่ขึ้นมาเกือบกลางท้องฟ้าแล้ว หากแต่ภายในบ้านกลับไม่เป็นเช่นนั้น

“ผมมีคนรักแล้ว แม่ก็รู้ แล้วจะมาบังคับให้ผมไปแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักได้ยังไงกัน อีกอย่างหมอนั่นก็เป็นผู้ชาย...ผู้ชายเหมือนผม” ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนเสียงลั่นด้วยความไม่พอใจ แม้แต่แม่แท้ๆยังอดรู้สึกตกใจไม่ได้ที่อยู่ๆลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียวมาเสียงดังใส่
“แม่ไม่รู้จะพูดยังไงดี...คังอิน...ถือว่าทำเพื่อครอบครัว เพื่อธุรกิจของเราไม่ได้หรอ...ถ้ามีเงินแต่ไม่มีอำนาจ ธุรกิจจะอยู่รอดได้ยังไง” ผู้เป็นแม่เอ่ยบอกลูกชายอย่างใจเย็น
“พ่อกับแม่เห็นผมเป็นอะไรกัน...ลูกชาย...หรือของแลกเปลี่ยนทางธุรกิจ” คังอินเอ่ยถามแม่ของตนด้วยเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ
“โธ่...ก็ต้องเป็นลูกชายสิ...ลูกก็รู้ว่าพ่อกับแม่รักลูกมาก...แต่ว่าธุรกิจของเราก็สำคัญ...อีกอย่างคนที่ลูกจะแต่งงานด้วยก็ไม่ได้จะขี้ริ้วขี้เหร่...ออกจะสวยน่ารัก มารยาทก็ดี ลูกก็เคยเจอแล้วนี่” เธอดึงแขนลูกชายให้นั่งลง แล้วเอ่ยด้วยเสียงอ่อนหวาน พลางกล่อมให้ลูกชายคล้อยตามดั่งที่สามีสั่งเอาไว้
“เค้าไม่รู้สึกอะไรบ้างรึไง ที่ต้องมาแต่งงานกับ...ผู้ชาย” คังอินเอ่ยถามกับแม่ ร่างสูงดูใจเย็นมากขึ้น
“เอ่อ...มะ...แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่พ่อบอกว่าทางนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธ” เธอกล่าวเสียงเบา
“เฮ้อ...บ้าชะมัด” คังอินถอนหายใจแล้วสบถออกมา
“นะลูกนะ...ถือว่าแม่ขอร้อง...อยู่ๆกันไปก็รักกันเองนั่นแหล่ะ...พ่อกับแม่ก็โดนจับแต่งเหมือนกัน” เธอกล่าวพลางลูบหัวลูกชาย
“แล้วเป็นไงล่ะครับ...อยู่ๆกันไปก็รักกันเอง...แล้วนี่อะไร...ที่แม่เป็นอยู่นี่คืออะไรกันครับ” ร่างสูงขึ้นเสียงอีกครั้ง
“คังอิน!...มันจะมากเกินไปแล้วนะ กล้าขึ้นเสียงกับแม่รึไง” เสียงอีกเสียงดังมาจากหน้าประตูบ้าน พ่อของเค้าเองนั่น คนที่ทำให้เค้าต้องมาแต่งงานกับผู้ชาย คนที่ทำให้แม่ร้องไห้ทุกวัน
“คุณคะ...ใจเย็นสิคะ...ไปได้แล้วคังอิน ไปนอนซะ” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นแม่ของร่างสูง กับภรรยาที่แสนทุกข์ระทมของชายกลางคนตรงหน้าเอ่ยขึ้นขัดอารมณ์มาคุของทั้งคู่
“ไปก็ได้ครับ...ฝันดีนะครับแม่” คังอินหอมแก้มแม่เบาๆ แล้วหันไปจ้องหน้าผู้เป็นพ่อก่อนจะสะบัดตัวขึ้นบันไดไป
“เดี๋ยว...ยองอุน” ผู้เป็นพ่อเรียกลูกเพียงคนเดียวด้วยชื่อจริง ชื่อที่เค้าไม่อยากใช้เพราะผู้เป็นพ่อเป็นคนตั้งให้ ‘พ่อ’ ผู้ชายที่เค้าเกลียดที่สุด พ่อที่ทำร้ายแม่ที่น่ารักของเค้า พ่อที่บังคับเค้าทุกอย่างตั้งแต่เด็กจนโต แม้กระทั่งเรื่องชีวิตคู่ เค้าไม่มีสิทธิเลือก ทุกอย่างที่พ่อเห็นว่าดี สิ่งนั้นก็จะมากองอยู่ตรงหน้าลูกชายทันที
“อะไร...ครับ” ร่างสูงหันกลับมา พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ระเบิดอารมณ์กับผู้เป็นพ่อ เค้นเสียงให้สุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
“กำหนดงานแต่งมีอาทิตย์หน้า เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ”
“ครับ...” คังอินแสยะยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก สุดท้ายเค้าก็ต้องทำตามที่พ่อสั่ง ไม่อย่างนั้นคนที่โดนหนักไม่ใช่เค้า แต่เป็นแม่ แม่ที่น่าสงสาร เขาเรียนรู้ที่จะทำตามคำสั่งพ่อ เพื่อให้แม่ปลอดภัยจากการถูกทำร้ายจากคนที่ขึ้นชื่อว่า สามี
“ดี...ไปได้แล้ว” ชายกลางคนผู้ที่ได้ถอดแบบใบหน้า โครงสร้างทางร่างกาย ให้แก่ลูกชายคนเดียวอย่าง คังอิน...หรือ...คิม ยองอุน เอ่ยไล่ลูกชายด้วยความไม่สบอารมณ์

…………………………………………………..

งานเลี้ยงงานแต่งงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย แขกเหรื่อที่เชิญส่วนมากก็เป็นญาติกันทั้งนั้น แต่ร่างสูงรู้ดีว่า ต่อให้งานเรียบง่ายแค่ไหนนักข่าวก็ต้องตามมาเก็บภาพอยู่ดี ร่างสูงเพ่งสายตาไปตามขอบกำแพง นักข่าวมากมายตั้งกล้องอยู่บริเวณนั้น โดยเฉพาะตรงที่มีต้นไม้บดบัง คังอินหัวเราะหึในลำคอราวกับเยาะเย้ยตัวเอง เขายอมรับว่าว่าที่เจ้าสาวของเขาในวันนี้น่ารักและสวยงามอย่างที่แม่ว่า แต่เค้าไม่ได้มีใจคิดรักผู้ชายด้วยกันนี่ อีกอย่างเค้าก็มีคนรักเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว

ร่างสูงเหม่อลอยไปเรื่อยๆรอบงาน ไม่นานว่าที่คู่ชีวิตเค้าก็ออกมา ปาร์ค จองซู...ว่าที่ภรรยาของเค้า นึกแล้วก็น่าแปลกใจ จองซู คุณชายบ้านนี้ถูกเลี้ยงมาแบบไหนกันนะ ถึงยอมให้มาแต่งงานกับผู้ชายด้วยกันได้ โดนเลี้ยงแบบลูกชาย หรือลูกสาวกันแน่ ถ้าเป็นอย่างหลังคงไม่แปลก ก็หน้าตาออกจะสวยขนาดนั้น แล้วไหนจะไอ้ลักยิ้มที่มุมปากนั่นอีกล่ะ ใครเห็นใครก็ต้องหลงกันทั้งนั้น คงยกเว้นแต่เค้า คิม ยองอุน

ร่างสูงเดินไปรับว่าที่ภรรยาของเขาถึงที่ ร่างเพรียวยิ้มออกมาน้อยๆ รอยยิ้มหวานทำให้หน้ายิ่งหวานหนัก ลักยิ้มฉายชัดที่มุมปาก ร่างสูงมองภาพนั้นแต่ก็ไม่ได้ยิ้มตาม ได้เพียงแต่ทำหน้านิ่งกลับไปเท่านั้น และนั่นก็ทำให้ร่างเพรียวหุบยิ้มแทบทันที ก่อนที่คังอินจะจูงมือบางไปยังแท่นทำพิธีสาบานรัก แสงแฟลชวูบวาบตามแนวรั้วและขอบกำแพง ไม่มีใครไปไล่พวกนักข่าวหรอก ทุกอย่างเป็นแผนของพวกผู้ใหญ่ทั้งนั้น ยิ่งปิดบัง คนก็ยิ่งอยากรู้ แล้วยิ่งสองตระกูลใหญ่ดองกันอย่างนี้

ตระกูลปาร์ค...สุดยอดทางการเมือง
ตระกูลคิม...สุดยอดทางธุรกิจทั้งด้านหน้า และด้านหลัง

“ขอโทษ...คุณคงลำบากใจที่ต้องแต่งงานกับผม” เสียงหวานเอ่ยบอกหลังจากผ่านพิธีแต่งงานไปแล้ว
“ช่างเหอะ...ผมเป็นคนเลือกเองนี่” คังอินเอ่ยเสียงเซ็งๆ
“เอ่อ...ผมควรเรียกคุณว่าอะไร...ยองอุน หรือ คังอิน” ร่างบางเอ่ยถามเสียงเบา ไม่กล้าแม้กระทั่งมองหน้า
“คังอินก็ได้ แล้วชั้นควรเรียกนายว่าอะไร...จองซู หรือ อีทึก เหมือนที่บ้านนายเค้าเรียกกัน” คังอินตอบและถามกลับด้วยเสียงเยาะเย้ย อีทึก ที่แปลว่าพิเศษ หึ!
“แล้วแต่คุณเถอะ...” อีทึกยิ้มเล็กน้อย เหมือนเย้ยหยันตัวเอง ดูก็รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าเกลียดเค้ามากแค่ไหน
“งั้นชั้นจะเรียกนายว่า อีทึกล่ะกันนะ...” ร่างสูงว่าแล้วก็ลุกเดินจากไป
“ขอโทษ...ขอโทษจริงๆ” ร่างบางเอ่ยเสียงเศร้า ก่อนจะเดินตามร่างสูงไป

........................................................

“นายนอนซีกนั้นล่ะกัน...ชั้นนอนตรงซีกนี้จนชินแล้ว” คังอินจัดแจงเตียงให้ร่างบางที่ต้องย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของเขาตั้งแต่วันนี้
“ผมนอนที่โซฟาก็ได้...เกรงใจคุณ” อีทึกเอ่ยบอกพลางหยิบหมอนเตรียมมาวางที่โซฟาในห้อง
“ไม่ต้อง!...” ร่างสูงตวาดลั่น ก่อนเอ่ยเสียงเบาลงเล็กน้อยแต่บาดลึกไปถึงใครอีกคน
“คุณหนูจ๋าอย่างนาย นอนตรงนั้นไม่ได้หรอก...หึ” คังอินพูดจบก็หยิบของใช้เข้าห้องน้ำไปทันที และทันทีที่อีกร่างลับตา ดวงตาสวยก็เอ่อท่วมไปด้วยหยดน้ำใส รินละแก้มขาวเนียนลงมาเป็นสาย
“ฮึก...นายคงเกลียดชั้นมากจริงๆ” ร่างเพรียวบางสะอื้นไห้ไปได้สักพักก็รีบเช็ดหยาดน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะเสียงน้ำในห้องน้ำหยุดลงแล้ว แปลว่าคังอินอาบน้ำเสร็จแล้ว
“ไปอาบน้ำสิ” ร่างสูงเอ่ยเสียงห้วน อีทึกจึงรีบคว้าของใช้ของตนเข้าไปทันที

ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัดภายในห้องมีเพียงเสียงการทำงานของเครื่องปรับอากาศเท่านั้นที่ดูจะยังมีชีวิตอยู่ คนทั้งสองต่างนอนหันหลังให้กัน โดยมีหมอนกอดใบเขื่องกั้นกลางระหว่างคนทั้งสอง ทั้งที่อยู่ใกล้กันแค่นี้ แต่รู้สึกว่าห่างกันจนยากจะเอื้อมถึง ร่างเพรียวบางหลับใหลไปพร้อมกับหยาดน้ำตาอีกครั้ง ส่วนอีกคนหลับไปด้วยความคิดถึงคนรักของตนที่เขาคาดว่าจะไปหาในวันพรุ่งนี้

...............................................................................

เป็นเวลากว่าครึ่งปีที่คิม ยองอุน และ ปาร์ค จองซูแต่งงานกัน ทุกอย่างคงผ่านไปด้วยดี หากไม่มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้ปาร์ค จองซู เจ็บแทบจะตาย ทุกวันนี้ก็อยู่เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว

“ไอ้ลูกชั่ว...” เสียงกร้าวตวาดลั่น ทำให้อีทึกและแม่ของคังอินต้องรีบออกจากครัวมาดูทันที
“หึ...ก็พอกับพ่อนั่นแหล่ะ” คังอินเสียงดังกลับเช่นกัน ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธ

เพี๊ยะ

เสียงฝ่ามือกระทบกับผิวหน้า คังอินหน้าหันไปตามแรงตบจากผู้เป็นพ่อ

“นี่มันอะไรกันคะคุณ...” ผู้เป็นแม่กราดเข้ามาดึงผู้เป็นสามีไว้ อีทึกก็เช่นกัน เขารีบตรงดิ่งไปดูคังอินทันที
“เจ็บมั้ย...” เสียงหวานเอ่ยถาม มือสวยลูบบริเวณรอยนิ้วมือบนใบหน้าของร่างสูง
“ถามโง่ๆ...ลองโดนดูบ้างมั้ย” คังอินหันมาว่าอีทึก แล้วสะบัดมือบางให้พ้นไปจากเขา
“คังอิน...ชั้นขอโทษ” อีทึกว่า น้ำตากำลังจะไหล แต่เขาก็กลั้นมันไว้ อ่อนแอไม่ได้
“น่าเบื่อ...อะไรก็ขอโทษๆ...พูดคำอื่นเป็นมั้ย” ร่างสูงตวาดลั่น
“ฮึก...ชั้นขอโทษ” อีทึกสะอื้นเล็กๆแล้วก็เอ่ยคำเดิมออกมา
“โธ่เว้ย...” ร่างสูงสะบัดเสียงแล้วผลักร่างบางให้ถอยห่างก่อนเดินออกไปจากบ้านทันที

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะคุณ...” แม่ของคังอินเอ่ยถามสามี
“ดูนี่สิ...ดูที่ลูกชายสุดที่รักของคุณมันทำ” เขาโยนหนังสือพิมพ์ให้กับภรรยา อีทึกจึงเดินมาดูด้วย น้ำตาเหือดหายไปบ้างแล้ว ตอนนี้เค้าต้องดูแลแม่ของคังอิน ประสบการณ์ใน 6เดือนที่ผ่านสอนให้รู้ว่า แม่สามีของเขาจะโดนทำร้ายเมื่อพ่อของคังอินไม่พอใจ

กรอบข่าวหนังสือพิมพ์หน้าสังคมทำให้อีทึกและแม่สามีพูดไม่ออก ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวแต่มันรวมถึงรูปภาพหลายรูปด้วย ภาพที่สามีของตัวเองกำลังจูบอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง อีทึกไม่รู้จักผู้หญิงคนนี้ แต่เค้าคิดว่าแม่ของคังอินคงรู้ดี

‘คิม ยองอุนทายาทตระกูลคิม เจ้าของธุรกิจกว่าพันล้านทั่วเกาหลีที่เพิ่งสละโสดไปกับลูกชายท่านส.ส.ปาร์ค ปาร์ค จองซู คงเบื่อหนักที่ทำอะไรกับผู้ชายด้วยกันไม่ได้ ถึงต้องกลับไปหาคนรักเก่าอย่าง อี ยองมี นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ แถมยังโชว์จูบวาบวามต่อหน้ากล้องอีกด้วย’

“คุณแม่...” อีทึกร้องอย่างตกใจที่แม่สามีล้มไปกองกับพื้น สติเธอหลุดลอยไปเสียแล้ว

หลังจากที่ปฐมพยาบาลกันอยู่นานหล่อนก็ฟื้น เธอมองอีทึกที่ยืนเหม่ออยู่ตรงหน้าต่างอย่างสงสาร แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เธอเข้าใจดีว่าการแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักนั้นเจ็บปวดแค่ไหน ทรมานเจียนตาย แต่ก็ต้องทน ทนทรมานเพราะรัก...รักมาก เธอรู้ดี ว่าลูกสะใภ้คนนี้คิดยังไงกับลูกชายของเธอ แค่มองตาก็ดูออก

“อีทึกลูก...”หล่อนเอ่ยเรียก อีกคนที่เหม่อลอยสติจึงกลับมา
“เป็นยังไงบ้างครับ...ปวดหัวหรือว่าคลื่นไส้รึป่าวครับ” ร่างบางเอ่ยถามแม่สามีอย่างเป็นห่วง
“ไม่แล้วลูก...” เธอพยุงตัวขึ้นนั่งพิงกับขอบเตียงตามแรงช่วยของอีทึก แล้วดึงร่างบางเข้ามากอด
“ฮึก...ผมควรไปได้แล้วใช่มั้ยครับ...” อีทึกกล่าวเสียงเบากลั้นสะอื้นแต่ก็ทำไม่ได้ ความอบอุ่นและเข้าใจจากหญิงตรงหน้าทำให้เค้าไม่สามารถกักอารมณ์ได้อีกต่อไป
“.................................” เธอไม่ได้ตอบอะไร เพราะไม่รู้จะพูดยังไง ได้แต่ลูบหลังปลอบโยนให้อีกคนสงบ ตรงอกเสื้อเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา ชีวิตที่แสนทรมานนี้เมื่อไหร่จะจบสักที

......................................................................

บ่ายอันแสนเงียบเหงาของอีทึกค่อยๆผ่านไป ร่างบางนอนพิงหัวเตียงด้วยใบหน้าซีดเซียว พิษไข้รุมเร้ามาตลอด 3วัน และไม่มีทีท่าจะดีขึ้นไปกว่านี้ เค้าเบื่อที่ต้องนั่งๆนอนๆอยู่บนเตียง ขนาดจะลุกไปห้องน้ำก็แทบจะไม่มีแรงเลย คงไม่ต้องบอกว่าจะมีแรงออกไปจากห้องได้ ตั้งแต่วันนั้นที่คังอินออกจากบ้านไป เขาก็ไม่กลับมาอีก 3วันแล้ว เท่ากับระยะเวลาที่เค้าป่วย

“คุณอีทึกคะ...มีคนมาเยี่ยมคะ” สาวใช้เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาบอก
“สวัสดีครับ พี่อีทึก” ชายร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมช่อดอกไม้สวย รอยยิ้มมีเสน่ห์ถูกส่งมา ลักยิ้มบุ๋มลึกเห็นชัดเจน
“ซีวอน !มาได้ไงเนี่ย” อีทึกยิ้มกว้างด้วยความยินดี รับช่อดอกไม้จากมือของซีวอนมาวางไว้ที่ข้างเตียง
“ผมเป็นห่วงพี่...เค้ายังไม่กลับมาหรือครับ” ซีวอนกล่าวถาม
“อืม...ยังเลย” เสียงหวานตอบอย่างเศร้าสร้อย
“อย่าอยู่ที่นี่อีกเลย...พี่ก็รู้ว่าทรมาน จะทนอยู่อีกทำไมกัน” ซีวอนเอ่ยถามเสียงดังขึ้นเล็กๆ
“เพราะพี่รักเค้า” อีทึกตอบด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลรินอีกครั้ง ทั้งที่เพิ่งหยุดไปไม่ถึง10นาทีก่อนร่างโปร่งจะเข้ามา
“เฮ้อ...อย่าร้องไห้สิครับ” ซีวอนยิ้มเล็กๆพลางถอนหายใจ มือใหญ่พยุงใบหน้าหวานให้เงยขึ้น นิ้วหัวแม่มือปาดน้ำตาทิ้งอย่างทะนุถนอม
“ฮึก...” ร่างบางกลั้นสะอื้น เท่าไหร่แล้วที่เค้าต้องไห้อย่างนี้ทุกวัน เท่าไหร่แล้วกับความรู้เจ็บปวดราวกับมีดคอยกรีดแทงหัวใจ เท่าไหร่แล้วที่ต้องเจอกับคำพูดอันโหดร้ายของคนที่รัก เท่าไหร่ที่ปาร์ค จองซูคนนี้ต้องพบเจอ อยากหนีไปจากโลกนี้ แต่ก็ทำไม่ได้
“เปลี่ยนเป็นผมไม่ได้หรอ...เปลี่ยนเป็นผมที่พี่จะรักไม่ได้หรอ” คนตรงหน้าเอ่ยถามด้วยเสียงเศร้าไม่ต่างกัน รู้ดีว่าซีวอนก็รักเค้า แต่ในเมื่อเค้าเลือกคังอินแล้ว ต่อให้เจ็บปวดแค่ไหน เขาก็จะทน
“นายก็รู้นี่ซีวอน ว่ามันเป็นไปไม่ได้” อีทึกเอ่ยช้าๆ
“ผมเข้าใจ...” ชายหนุ่มที่อ่อนกว่าถึง4ปีพยักหน้ารับ ดึงร่างของรุ่นพี่เข้ากอดแล้วลูบหลังเพื่อปลอบโยน
“แต่ผมก็จะรอพี่...รอพี่คนเดียว” ซีวอนยิ้มอย่างโศกเศร้า

“จะพร่ำพรรณนาอีกนานมั้ยคุณ...” น้ำเสียงที่อีทึกรู้ดีว่าเอ่ยขัดขึ้นจากทางหน้าห้อง
“คังอิน....” อีทึกยิ้มขึ้นทันทีที่ได้เห็นร่างสูงกลับมาบ้านหลังจากหายไปหลายวัน
“ไงล่ะ...ชั้นไม่อยู่ พาชู้มาบ้านรึไง...หึ” ร่างสูงเดินเข้ามาพร้อมคำพูดเชือดเฉือน
“มะ...ไม่ใช่นะ...” ร่างเพรียวรีบปฏิเสธ แล้วค่อยๆลุกจากเตียง
“ระวังครับพี่!...” ซีวอนร้องขึ้นแล้วรีบเข้าไปพยุงตัวร่างบอบบางนั้น เพราะอีทึกทรุดลงอย่างรวดเร็ว พิษไข้ทำให้เรี่ยวแรงหายไปหมด
“ถึงกับทรุดเชียว...กิจกามหนักไปรึไง” คังอินมองทั้งสองอย่างดูถูกพอๆกับน้ำเสียง
“แก...แกมันชั่ว” ซีวอนปล่อยร่างบางลงนั่งกับเตียง ตรงปรี่เข้าไปหาร่างสูงแล้วปล่อยหมัดลุ้นๆเข้าเต็มหน้าของคังอิน และแล้วการตะลุมบอนของทั้งสองก็เริ่มขึ้น

“หยุด...หยุดเดี๋ยวนี้...บอกให้หยุด” อีทึกพยายามพยุงตัวเข้าไปดึงรั้งห้ามทั้ง2ชกต่อยกัน
“อย่ามายุ่ง” คังอินสะบัดแขนที่ถูกดึงเอาไว้ออก ร่างบางที่แทบไม่มีแรงอยู่แล้วยิ่งโดนเหวี่ยงสะบัดแบบนี้จึงทำให้อีทึกไถลไปไกล
“พี่อีทึก...อัก...” ซีวอนที่หันไปมองร่างบางก็ถูกหมัดหนักสวนมาทันที
“พอได้แล้ว...ได้โปรด...อึก...พอสักที...หยุดได้แล้ว...ออกไปสักที...ออกไปให้หมด” อีทึกกล่าวด้วยน้ำตานองหน้า อารมณ์ที่ปะทุออกมานั้นห้ามไม่อยู่อีกต่อไป
“นายนั่นแหล่ะที่ต้องออกไป เพราะนี่คือห้องของชั้น” คังอินพูดอย่างเย็นชา มองอย่างเหยียดๆไปที่ร่างบาง
“ได้...ชั้นไปเอง” ร่างบางรวบแรงเฮือกสุดท้ายเดินออกไปจากห้อง อีทึกได้แต่หวังว่าการที่เค้าจากไปจะทำให้ทั้ง2หยุดทะเลาะกันเสียที

แล้วเหตุการณ์ก็หยุดจริงๆ ซีวอนรีบตามร่างบางออกไปแต่ไม่ทันแล้ว อีทึกขับรถออกไปจากบ้านแล้ว

“ตามไปสิ...หึ...รักกันมากนี่” คังอินเดินตามมาพูดกับซีวอนที่หน้าบ้าน
“ชั้นไปแน่...แต่ขอบอกแกไว้หน่อย...พี่อีทึกเค้ารักแกมาก...รักจนยอมเจ็บปวด...รักเพราะเค้าคิดว่าแกเป็นคนดี...รักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบเจอกัน...ตั้งแต่ที่แกช่วยเค้าไว้...แกไม่เคยเหลียวมองความดีของเค้าสักนิด...ได้แต่ทรมานเค้า...ทำร้ายจิตใจสารพัด...ที่บอกว่ารักแม่สงสารแม่เพราะพ่อไม่รัก...แกก็เหมือนกัน แกก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน...ทำอย่างที่พ่อแกทำกับแม่” ซีวอนตวาดลั่นด้วยความเจ็บช้ำแทนร่างบางที่ขับรถหนีไปไหนแล้วก็ไม่รู้
“แกรู้...เค้าบอกแกรึไง” คังอินเอ่ยเสียงกร้าว
“ไม่ใช่เลย...พี่อีทึกไม่เคยบอกอะไรชั้น...แต่ชั้นต้องสืบให้รู้แน่ว่าคนที่พี่อีทึกจะแต่งงานอยู่กินด้วยเป็นคนยังไง...หึ...ทั้งๆที่ชั้นเตือนเค้าแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทัดทาน เพราะเค้ารักแกมาก มากเกินจะกู่กลับแล้ว” ซีวอนพูดเสร็จก็ขึ้นรถขับออกไปทันที ทิ้งให้ร่างสูงจมอยู่กับเอง

ใช่...ใช่ เค้าเหมือนพ่อ...เหมือนทุกอย่าง...แม้แต่การกระทำที่น่ารังเกียจ การกระทำที่เค้าคิดไว้ตลอดว่าจะไม่ทำกับคนที่เค้าแต่งงานด้วยเด็ดขาด แล้วนี่อะไร เค้าทำอะไรไปกับอีทึกบ้าง ภาพเก่าย้อนคืนมา ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เค้าจำได้ วันนั้นเป็นงานเลี้ยงของกลุ่มธุรกิจ อีทึกก็มางานนี้ด้วย เค้าได้เข้าไปช่วยร่างบางจากการถูกมอมเหล้าจากบรรดาหนุ่มๆสาวๆที่มามอบให้ ดูก็รู้ว่าอีทึกนั้นคออ่อน คังอินจึงตัดสินใจเข้าไปช่วย ตอนนั้นเค้าได้รับรอยยิ้มที่แสนสวยกลับมา จนกระทั่งมาจบที่ภาพที่เค้าถูกพ่อตบและร่างบางก็ปรี่มาหาเค้าอย่างเป็นห่วง คังอินทรุดลงกับพื้นหน้าบ้าน เค้าทำอะไรลงไปบ้าง เค้ามองข้ามความรักอันบริสุทธิ์จากอีทึกขนาดนี้เชียวหรือ ร่างบางทนได้อย่างไรกัน เค้ารู้ดีว่าการอยู่กับคนที่ตัวเองรักแต่ไม่เคยได้ความรักตอบจะเป็นยังไง เพราะเค้ารับรู้ได้จากแม่

“คังอิน...แม่ได้ยินเสียงรถออกไปจากบ้าน” หญิงกลางคนเดินมาหาลูกชายที่หน้าบ้าน
“เค้าไปแล้วครับแม่....” คังอินเอ่ยบอกเสียงเบาหวิว ความสำนึกผิดเอ่อล้นท่วมหัวใจ
“เค้า...ใครกันลูก” เธอถามลูกชายที่มีอาการแปลกๆ
“จองซู...ปาร์ค จองซู”
“อีทึกน่ะหรอ...จะออกไปได้ยังไงกัน ไม่สบายขนาดนั้น ขนาดลุกจากเตียงก็ยังไม่ไหวเลย จะไปมีแรงขับรถได้ยังไงกัน” เธอเอ่ยอย่างตกใจ
“ไม่สบาย...เป็นอะไรครับแม่” คังอินหันมาถามมารดาอย่างตกใจเช่นกัน ทำไมเค้าดูไม่ออกว่าร่างบางไม่สบายล่ะ
“เอ่อ...ก็...นอนตากน้ำค้างทั้งคืนที่ระเบียงห้องน่ะ...เค้ารอลูกวันที่ลูกออกไปจากบ้านเมื่อ3วันก่อน” เธอบอกกับลูกชาย
“รอผม...” คังอินถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่...รอทุกวัน อีทึกจะออกไปนั่งนอกระเบียงทุกวันรอลูกกลับบ้านไม่ว่าจะดึกแค่ไหน พอเค้าเห็นรถลูกเข้ามา เค้าก็จะเข้าห้องไปนอน แล้วทำเหมือนกับว่านอนไปนานแล้ว” เธอเอ่ยเสียงสะอื้นเล็กๆ สงสารร่างบอบบางนั้นจับใจ
“แต่วันนั้น ลูกไม่กลับมา อีทึกคอยจนเผลอหลับไป แม่เข้าไปหาไม่เจอเลยไปดูที่ระเบียง ตอนนั้นอีทึกก็ไข้ขึ้นสูงมาก หมอบอกว่าถ้ามาไม่ทัน อีทึกอาจจะช็อค”
“เค้ารักลูกมากนะคังอิน...ได้โปรดอย่าทำอย่างที่พ่อทำกับแม่เลย แม่ไม่อยากให้ลูกทำแบบนี้” เธอสะอื้นหนัก
“ครับแม่...” ร่างสูงพยักหน้า
“ไปสิลูก ไปตามเค้า แม่รู้ว่าลูกก็ไม่ได้เกลียดลูกสะใภ้คนนี้ของแม่ใช่มั้ย” คังอินพยักหน้าช้าๆ แล้วรีบลุกไปยังรถทันที
“ตามให้เจอนะลูก....”
“ครับแม่...ผมจะเอาลูกสะใภ้แม่กลับมา” คังอินยิ้ม คราวนี้เขารู้แล้วว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ร่างบางที่รักเค้าต้องทรมานอีก ร่างสูงเร่งเครื่องทะยายออกตามหาอีทึกทันทีด้วยหัวใจที่ปลาบปลื้ม แต่ว่าเค้าจะไปเจอร่างบางได้ที่ไหนล่ะ ในเมื่อเค้าแทบจะไม่รู้จักร่างบางดีเลยสักนิด ผิดกับอีทึกที่รู้เรื่องของเขาเกือบทุกเรื่อง ความใส่ใจที่มีให้ตลอดมา แต่เค้ากลับทิ้งขว้างมันราวกับเป็นเศษขยะ หวังว่าเขาคงจะเอาคนคนนั้นกลับมาได้นะ ขออย่าให้สายไปเลย ร่างสูงคิด พลางบ่ายหน้าไปตามถนนแล้วคิดอยู่ตลอดว่าอีทึกจะไปไหนได้บ้าง

...............................................................

“บ้าชิบ...พี่ไปอยู่ไหนครับเนี่ย” ร่างสูงโปร่งของซีวอนสบถลั่น มือหนาทุบกับพวงมาลัยรถ เค้าตามหาตามสถานที่ต่างๆจนทั่วแล้วก็หาไม่พบ ทั้งที่ที่ร่างบางชอบไป บ้านเพื่อนคนอื่นๆ แต่ก็ไม่มีวี่แวว

Rrrrrrrr…..Rrrrrrrr

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ซีวอนรีบหยิบมาดูทันทีเผื่อว่าจะเป็นร่างบาง แต่ไม่ใช่ เบอร์ที่ปรากฏคือ พ่อของพี่อีทึก ส.ส.ปาร์ค

///ซีวอนเจออีทึกมั้ย/// ทันทีร่างสูงรับ พ่อของอีทึกก็เอ่ยถามทันทีด้วยเสียงร้อนใจ
“ยังเลยครับคุณลุง ผมลองไปหาจนทั่วแล้ว เพื่อนคนอื่นๆก็ไม่มีครับ” ซีวอนกล่าวตอบ น้ำเสียงดูกังวลไม่แพ้กัน
///ป่วยยังงั้นแล้วจะหายไปไหนได้ หรือว่า.../// ส.ส.ปาร์คกล่าวเสียงแหบ ห่วงลูกชายแทบขาดใจ
“อย่างเพิ่งคิดอะไรไปในทางที่ไม่ดีเลยนะครับ แล้วทางตำรวจว่าไงบ้างครับ” ซีวอนปลอบใจอีกฝ่ายแล้วถามถึงอีกทางที่พอจะช่วยตามรุ่นพี่ที่เค้ารักได้
///ทางนั้นบอกว่ายังแจ้งความคนหายไม่ได้ แต่ว่าเค้าจะช่วยตามหาให้ ลุงก็เลยบอกเลขทะเบียนรถไป/// อีกฝ่ายกรอกเสียงกลับมา
“งั้นก็ค่อยยังชั่ว มีคนช่วยหาอีกแรง” ซีวอนถอนใจอย่างโล่งอกไปอีกเปลาะหนึ่ง
///ซีวอน !...อีทึกกลับมาแล้ว แค่นี้นะ/// อีกฝ่ายเอ่ยเสียงลั่นอย่างตกใจปนดีใจแล้ววางหูไป

ซีวอนเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็เลี้ยวรถกลับไปอีกทาง ตรงดิ่งไปยังบ้านของตระกูลปาร์คทันที

.......................................................

“คุณพ่อ...” อีทึกซบอยู่อกของผู้เป็นพ่อ ร่างบางไม่ได้ร้องไห้อีก เพราะน้ำตาไม่มีจะไหลอีกต่อไปแล้ว เจ็บมากเกินพอแล้ว
“ไปพักเถอะลูก...เดี๋ยวค่อยคุยกัน” ส.ส.ปาร์คลูบหัวลูกชายที่กลับมาในสภาพซีดโทรม ร่างบอบบางที่ร้องไห้อย่างหนักมาตลอดสองชั่วโมงที่กลับมาถึงบ้าน
“ขอบใจนะซีวอน...กลับเถอะ ดึกมากแล้ว” ส.ส.ปาร์คหันไปกล่าวกับชายหนุ่มอีกคนที่นั่งเฝ้าดูร่างบางร้องไห้มาตลอดเช่นกัน
“ครับ...แล้วพรุ่งนี้ผมจะมาใหม่นะครับ” ซีวอนลุกขึ้นมองร่างบอบบางที่ยังซบตรงอกพ่ออีกครั้งก่อนก้มหัวบอกลา
“เดี๋ยวซีวอน...” อีทึกที่นิ่งงันมานานเอ่ยรั้งร่างสูงโปร่งไว้
“อย่าเพิ่งบอกใครว่าพี่กลับมาบ้านแล้ว...โดยเฉพาะบ้านโน้น” อีทึกขอร้องชายหนุ่มตรงหน้า
“ครับพี่...ผมรับรอง” ซีวอนเอ่ยคำมั่นแล้วก็จากไป
“คุณพ่อก็ด้วยนะครับ” อีทึกหันมากล่าวกับบิดาบ้าง
“ได้สิ...ไป...ไปพักเถอะ พ่อจะไปส่งที่ห้องนะ” ส.ส.ปาร์คพยุงลูกชายให้ลุกขึ้น ลูกชายที่เค้าแทบไม่เคยเหลียวแลในสมัยเด็ก ลูกชายที่ผูกพันกับแม่มากกว่าใคร ซึมซับทุกอย่างมาจากแม่ทั้งหมด จนกระทั่งวันที่ภรรยาของเค้าตาย เขาจึงได้สังเกตเห็นว่าเค้ามีลูกชายอีกคนที่ต้องดูแล ทำไมเค้าถึงได้ทอดทิ้งลูกชายที่แสนน่ารักได้ลงคอกัน คงเป็นเพราะงานที่บีบคั้นเค้าอยู่ตลอดเวลา ข้ออ้างที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนความผิดในจิตใจ ทุกอย่างที่คนเป็นพ่อคนหนึ่งจะทำได้คือมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่ลูก อะไรก็ได้ที่ลูกต้องการ แต่อีทึกกลับไม่เคยอยากได้อะไร มีแต่เค้าเองที่อยากได้จากลูกคนนี้ เขาจึงบังคับให้ลูกชายแต่งงาน แล้วอีทึกก็ตอบรับอย่างเต็มใจ ถ้ารู้ว่าลูกต้องเจ็บขนาดนี้ เขาจะไม่มีวันบังคับลูกเด็ดขาด


“พ่อครับ...พรุ่งนี้พ่อไปบ้านนู้นให้ผมหน่อยได้มั้ยครับ” อีทึกที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงเอ่ยขึ้นกับพ่อ
“ได้สิ ไปทำไมล่ะ”
“ผมอยากได้ของใช้ของผมคืน ผมไม่อยากทิ้งอะไรไว้ที่นั่นอีก” อีทึกพูดเสียงเบาก่อนหลับตาลง พิษไข้กลับมารุมหนักอีกครั้ง
“ได้สิ ถ้าลูกต้องการ” ผู้เป็นพ่อยิ้มอย่างสลดใจกับชะตากรรมที่ตนเป็นคนก่อกับลูกชายตัวเอง มือหนาลูบผมนุ่มเบาๆเป็นการปลอบประโลม แล้วโทรเรียกหมอให้มาดูอาการของลูกชายที่รู้สึกว่าจะทรุดหนักมากขึ้น

..................................................

“ไปอยู่ไหนนะ...” คังอินยังคงขับรถเรื่อยไปตามทาง ไม่มีที่หมายใดๆอยู่ในสมอง มือหนาคว้าโทรศัพท์มากดเบอร์บ้านของตระกูลปาร์ค

///สวัสดี ชั้นส.ส.ปาร์ค///
“สวัสดีครับคุณพ่อ...ผมยองอุนครับ” คังอินเอ่ยด้วยเสียงไม่มั่นคงนัก
///หึ...ผมมีลูกชายคนเดียว คงไม่ต้องให้คุณคิม ยองอุนมาเรียกผมว่าพ่อ///
“เอ่อ...ผมอยากทราบว่าจองซูไปที่บ้านหรือป่าวครับ เค้าหายไปจากบ้าน”
///ถ้ากลับมาก็คงจะดี จะได้ไม่ทรมานอีก คงดีใจล่ะสิที่มารหัวใจของเธอกับแม่นางแบบนั่น ออกไปจากชีวิตเสียที หวังว่าคงเสพสุขกันอย่างสบายใจ/// อีกเสียงกรอกกลับมาได้ประชดประชันถึงใจ
“ผมเลิกกับเธอแล้ว ที่จริงเลิกมาได้พักใหญ่แล้วครับ” คังอินตอบช้าๆเน้นชัดๆ
///อย่างนั้นหรอ เธอไม่ควรมาบอกชั้นนี่ คนที่เธอควรบอกคือลูกชายชั้น อีกอย่างเลิกมานานแล้ว แล้วทำไมถึงมีภาพอุบาทว์ออกมาได้ล่ะ/// ส.ส.ปาร์คค่อนแคะคังอิน
“มันเป็นแผนของเธอ ได้โปรดเถอะครับ ผมอยากเจอจองซู ท่านช่วยกรุณา....”

ตื๊ด...ตื๊ด...ตื๊ด
เสียงสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดทั้งๆที่คังอินยังพูดไม่จบ
“โธ่เว้ย...” ร่างสูงตะโกนลั่น ยิ่งนึกยิ่งแค้น เรื่องราวที่เค้าได้รับรู้จากผู้หญิงแพศยาคนนั้น

ก่อนวันที่หนังสือพิมพ์จะตีลงรูปภาพนั้น เขาได้ออกไปพบกับอดีตแฟนสาว อี ยองมีที่ห้องพักเพื่อคุยเรื่องที่จะจ่ายเงินให้ผู้หญิงคนนั้น แล้วเลิกมาตอแยกับเขาเสียที อนาคตที่เคยวาดฝันไว้กับหญิงสาวว่าจะแต่งงานกันหลังจากเลิกรากับอีทึกต้องพังทลายไปในพริบตา เมื่อเดือนก่อน เค้าแอบไปเซอร์ไพร์สแฟนสาวที่ห้องพัก แต่กลับเป็นเขาเสียเองที่เซอร์ไพร์ส ภาพหญิงสาวที่กำลังกกกอดกับผู้ชายคนอื่น เสียงครวญครางเร่าร้อน เขาหน้าซีดเสีย ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่านอกจากเขาแล้ว ผู้หญิงคนนี้ยังมีคนอื่น ร่างสูงแสดงตัวให้ทั้งคู่รู้ตัว ยองมีตกใจมากเพราะความจริงถูกเปิดเผย เธอพยายามง้องอนเขามาตลอด แต่เขาก็ไม่สนใจ คนที่หักหลังเค้า เขาไม่มีทางเก็บไว้แน่ แต่ด้วยความที่เป็นคนรักกันมาก่อน เค้าจึงไม่อยากทำอะไรมาก แต่ดูท่ายองมีจะไม่เลิกง่ายๆ เธอยังเกาะติดเขาแจ หึ...นั่นก็เพราะว่าเธอไม่มีเงินนะสิ ติดยา ติดผู้ชายแล้วก็ติดพนัน ร่างสูงจึงบอกกับเธอว่าจะให้เงินก้อนใหญ่หนึ่งก้อนแลกกับการไม่มายุ่งเกี่ยวกันอีก เธอตอบตกลง แล้วเธอก็หักหลังเขาอีกครั้งด้วยการเรียกนักข่าวมาที่ห้องพักของเธอในวันที่เอาเงินไปให้ เธอบอกว่าขอจูบเป็นครั้งสุดท้ายแล้วคังอินก็ยอม และแล้วนักข่างก็พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกับถ่ายรูปกันเป็นว่าเล่น แสงแฟลชวูบวาบจนแสบตา แล้วร่างสูงก็หนีออกมาจากห้องทันที

.......................................................

คังอินเดินอย่างหมองหม่นเข้ามาในบ้าน แม่ยังคงนั่งคอยลูกชายอยู่ที่โซฟา

“เป็นไงบ้างลูกเจอมั้ย” เธอเอ่ยถามลูกชายทั้งๆที่รู้ดีว่าผลเป็นเช่นไร
“..................” ร่างสูงไม่ตอบ ได้แต่ทรุดตัวนั่งข้างแม่ หัวหนักๆถูกทิ้งบนตักนุ่มของผู้เป็นแม่
“ผมทำผิดเกินกว่าเค้าจะให้อภัยผม ต่อให้ผมเจอและขอโทษเค้า อีทึกคงไม่ให้อภัยผมอยู่ดี” คังอินเปรยเสียงเบาหวิว แขนหนาถูกยกมาก่ายที่หน้าผาก
“ไม่หรอกลูก หนูอีทึกเค้ารักลูกมากนะ แม่เชื่อว่าเค้าต้องอภัยลูกได้”
“เหมือนที่แม่ให้อภัยพ่อน่ะหรือครับ” คังอินเลิกคิ้ว เธอยิ้มบางให้กับลูกชายแล้วพยักหน้า
“ความรักมันก็อย่างนี้แหล่ะลูก ให้ทั้งสุขทั้งทุกข์ ถึงแม่จะทุกข์ที่พ่อไม่รัก แต่แม่ก็มีความสุขที่ได้รักพ่อ มีความสุขที่ได้ดูแลพ่อ” เธอเอ่ยพลางลูบผมลูกชาย
“แต่พ่อก็ไม่เคยทอดทิ้งความรู้สึกห่วงใยของแม่นี่ครับ...มีแต่ผมที่ทำแบบนั้น” คังอินเสียงสลด อยากจะร้องไห้กับสิ่งที่ทำลงไป
“รู้ตัวก็ดีแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปอย่าทำอีกนะลูกนะ” เธอยิ้มอย่างใจดี
“ผมกลัวว่าจะไม่มีคำว่า ต่อไป สิครับแม่” คังอินถอนหายเฮือกใหญ่อย่างกลัดกลุ้ม

.......................................................................

“ลูกผมเขาเป็นยังไงบ้างครับหมอ” ส.ส.ปาร์คเอ่ยถามหมอที่รักษาลูกชายของตน
“อาการไข้คงไม่หนักเท่ากับเรื่องที่หมอเคยบอกไว้นะครับ” คุณหมอส่ายหัวเบาๆ
“เรื่องผ่าตัดน่ะหรือครับ”
“ครับ หมออยากให้คุณจองซูผ่าตัดได้แล้ว ถ้าปล่อยให้เนิ่นนานจะไม่ดีนะครับ” คุณหมอเอ่ยเสียงจริงจัง
“ผมจะพยายามกล่อมเขาให้เข้ารับการผ่าตัดนะครับ” ส.ส.ปาร์คกล่าวอย่างเป็นกังวล
“ก็ดีครับ ผมจะหาอวัยวะเปลี่ยนถ่ายไว้เลยนะครับ เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร เราต้องตรวจสอบอะไรหลายอย่าง” คุณหมอพยักหน้าแล้วจึงถามกลับ
“ครับ คุณหมอจัดการตามที่เห็นสมควรได้เลยครับ” ส.ส.ปาร์ครับคำก่อนให้คนไปส่งคุณหมอที่บ้าน ส่วนตนก็เข้าไปดูลูกชายในห้อง


“อย่ามากล่อมผมเลยครับ...ผมไม่ผ่าตัดหรอก” อีทึกลืมตาขึ้นมาพร้อมกับคำพูดที่ทำให้คนเป็นพ่อต้องหนักใจ
“ทำไมล่ะ...พ่ออยากให้เราหาย” ชายสูงวัยลูบหัวลูกชายเพียงคนเดียวที่ยังคงใบหน้าซีดเซียวแต่ก็ยังคงดูหวานใสอยู่ดั่งเดิม
“.....................” อีทึกไม่ตอบอะไรกับพ่อนอกจากพลิกตัวไปอีกฝั่ง
“ตอนนี้พ่อเหลือเราคนเดียว...จองซูช่วยเห็นใจพ่อด้วยเถอะนะ แค่สูญเสียแม่ของลูกไป พ่อก็แทบจะตายแล้ว ถ้าต้องเสียลูกไปอีก พ่อคงอยู่ไม่ได้” ส.ส.ปาร์คเสียงสั่น น้ำตาพร่ามัวดวงตา
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้ายที่พ่อจะขอให้ลูกทำ...พ่อขอร้อง”
“แล้วผมจะคิดอีกทีนะครับ” อีทึกกล่าวเสียงเบา
“ตกลง พักผ่อนเถอะนะ พ่อไม่กวนแล้ว” ชายสูงวัยลุกจากเก้าอี้ข้างเตียง
“พ่อครับ....”
“หืม?”
“อย่าลืมเรื่องที่ขอไว้นะครับ” อีทึกกล่าวกับบิดาที่กำลังจะออกจากห้องไป
“ไม่ลืมหรอก” ไฟในปิดลงก่อนจะเป็นเสียงประตูที่ปิดตามมา

ร่างบางลืมตาขึ
PMEmail Poster
Top
1 User(s) are reading this topic (1 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

Topic Options Reply to this topicStart new topicStart Poll